ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
finetunes
เปิดเพลงในร้านอาหาร ผิดลิขสิทธิ์ไหม? ทุกเรื่องที่เจ้าของร้านต้องรู้

เปิดเพลงในร้านอาหาร ผิดลิขสิทธิ์ไหม? ทุกเรื่องที่เจ้าของร้านต้องรู้

โดยทีมงาน finetunes

🎯

ตอบสั้น ๆ: เปิดเพลงในร้านให้ลูกค้าฟัง ไม่ว่าจะจาก Spotify, YouTube หรือวิทยุ ถือเป็นการ "สื่อสารต่อสาธารณชน" ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 — ต้องมีใบอนุญาต ขนาดร้านหรือระดับเสียงไม่เกี่ยว ถ้าเปิดเพื่อการค้าโดยไม่มีใบอนุญาต โทษตามมาตรา 69 สูงสุดคือปรับ 800,000 บาท และจำคุก 4 ปี ทางออกที่ถูกกฎหมายมี 3 ทาง — ขอใบอนุญาตตรงจากหน่วยงานเก็บค่าลิขสิทธิ์, ใช้เพลง royalty-free, หรือใช้บริการเพลงเชิงพาณิชย์ที่จัดการลิขสิทธิ์ให้ครบในที่เดียว

ลองนึกภาพตามนะ — คุณเปิดร้านมาได้สักพัก กิจการไปได้ดี ลูกค้าชอบบรรยากาศ ทุกวันคุณก็เปิด Spotify เปิด YouTube ใส่ลำโพงไป ทุกอย่างดูปกติดี

จนวันหนึ่ง มีคนเดินเข้ามาในร้าน ไม่ได้มาสั่งอะไร แค่นั่งฟังว่าร้านเปิดเพลงอะไรอยู่ ถ่ายรูปลำโพงเงียบๆ แล้วเดินมาถามว่า "ร้านมีใบอนุญาตเปิดเพลงไหมครับ?"

เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงทุกสัปดาห์ทั่วประเทศ และเจ้าของร้านที่เพิ่งเจอครั้งแรก หลายคนเพิ่งมารู้ในวินาทีนั้นเองว่า — ที่เปิดเพลงในร้านอยู่ทุกวัน มันผิด พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์

บทความนี้คือคู่มือฉบับยาว อ้างอิงตัวบทกฎหมายจริง ไม่ขู่ ไม่หลอก — ไล่ดูว่ากฎหมายเขียนไว้อย่างไร โทษจริงๆ เท่าไหร่ ใครมีสิทธิ์มาเก็บ และเจ้าของธุรกิจมีทางเลือกอะไรบ้างที่ทำได้จริงและถูกกฎหมาย

เอกสารสัญญาและข้อตกลงทางธุรกิจ

กฎหมายที่คุมเรื่องนี้

ตัวกฎหมายหลักของไทยคือ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาแล้ว 5 ครั้ง — ที่สำคัญสำหรับร้านค้าคือฉบับ พ.ศ. 2558 ที่ขยายการบังคับใช้ในยุคออนไลน์ และฉบับ พ.ศ. 2565 ที่เพิ่มความเข้มงวดของบทลงโทษ

แหล่งข้อมูลทางการ:

ถ้าอยากอ่านเอง ลิงก์ข้างบนคือต้นทาง ทุกอย่างที่เขียนต่อจากนี้คือการอธิบายมาตราที่เกี่ยวข้องเป็นภาษาบ้านๆ

"เปิดเพลงในร้าน" = "สื่อสารต่อสาธารณชน" ตามกฎหมาย

ตัวกฎหมายไล่จาก มาตรา 4 → มาตรา 15 → มาตรา 27–29 → มาตรา 69 ถ้าจะอ่านแค่ส่วนเดียวของบทความนี้ อ่านส่วนนี้

มาตรา 4 — ความหมายของ "การสื่อสารต่อสาธารณชน"

มาตรา 4 ของ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ ระบุชัดเจนว่า การ "สื่อสารต่อสาธารณชน" รวมถึง การเล่นดนตรี ด้วย ไม่ใช่แค่การออกอากาศหรือการแสดงสด

ดูตัวบทเต็มของ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 — Thai Wikisource

ฟังดูเป็นภาษากฎหมาย แต่ความหมายตรงตัวคือ — ร้านกาแฟ ร้านอาหาร โรงแรม ยิม คลินิก ร้านตัดผม ทุกที่ที่เปิดเพลงให้คนทั่วไปได้ยิน นั่นคือการ "สื่อสารต่อสาธารณชน" ตามกฎหมาย

ขนาดร้านไม่เกี่ยว เปิดเพลงเป็นพื้นหลังเบาๆ หรือเปิดดังๆ ก็ไม่เกี่ยว — เกณฑ์มีแค่อย่างเดียวคือ "สาธารณชนได้ยินไหม"

มาตรา 15 — สิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์

มาตรา 15 ระบุว่าเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการ (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง (2) สื่อสารต่อสาธารณชน (3) ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนาของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ งานโสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง

ความหมายตรงตัว: สิทธิ์ในการ "สื่อสารต่อสาธารณชน" เป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์เท่านั้น ใครจะใช้ ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของหรือตัวแทนเก็บค่าลิขสิทธิ์ก่อน

มาตรา 27 — การละเมิดงานดนตรีกรรม (เนื้อร้อง + ทำนอง)

ประเด็นที่หลายคนไม่รู้: เพลงหนึ่งเพลงมีลิขสิทธิ์ซ้อนกัน 2 ชั้น

  1. งานดนตรีกรรม (Musical Work) — คือเนื้อร้อง + ทำนอง เป็นของนักแต่งเพลง นักแต่งเนื้อ และค่ายเพลงผู้พิมพ์ ในไทย MCT (Music Copyright Thailand) เป็นองค์กรเก็บค่าลิขสิทธิ์ของชั้นนี้
  2. สิ่งบันทึกเสียง (Sound Recording) — คือมาสเตอร์ คือเวอร์ชันที่ลูกค้าได้ยินจริงๆ เป็นของค่ายเพลงผู้บันทึก ในไทย Phonorights เป็นองค์กรเก็บค่าลิขสิทธิ์ของชั้นนี้

มาตรา 27 ครอบคลุมชั้นแรก — เปิดเพลงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนักแต่ง/นักแต่งเนื้อ (หรือ MCT ที่เป็นตัวแทน) = ละเมิด

มาตรา 28 — การละเมิดสิ่งบันทึกเสียง

มาตรา 28 ครอบคลุมชั้นที่สอง — เปิดเพลงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากค่ายเพลงผู้บันทึก (หรือ Phonorights) = ละเมิด

ผลกระทบจริงๆ: เปิดเพลงหนึ่งเพลงในร้าน อาจละเมิด 2 ลิขสิทธิ์พร้อมกัน — ทั้งงานดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียง เจ้าของสิทธิ์ทั้ง 2 ฝั่งมีสิทธิ์เรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ได้ทั้งคู่

มาตรา 29 — การออกอากาศที่ระบุเชิงพาณิชย์ชัดเจน

มาตรา 29 พูดถึงการแพร่เสียงแพร่ภาพต่อสาธารณชน โดยมีการเรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์เชิงพาณิชย์อื่น

ความหมายตรงตัว: ร้านที่เปิดเพลงเพื่อสร้างบรรยากาศ ดึงลูกค้า ทำให้ลูกค้าอยู่นานขึ้น = ใช้เพลงเพื่อ "ผลประโยชน์เชิงพาณิชย์" ตามมาตรานี้ — แม้ร้านจะไม่ได้เก็บค่าเข้าก็ตาม

ภาพรวม: มาตรา 4 บอกว่าเปิดเพลงในร้าน = สื่อสารต่อสาธารณชน · มาตรา 15 บอกว่าสิทธิ์ตรงนี้เป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ · มาตรา 27–29 บอกว่าทำโดยไม่ได้รับอนุญาตคือละเมิด · มาตรา 69 (อยู่ด้านล่าง) คือบทลงโทษ

ทำไม Spotify Premium ในร้านถึงไม่ครอบคลุม

ความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยที่สุดคือ — "ก็จ่ายค่า Spotify Premium ทุกเดือนแล้วนี่ เปิดในร้านได้สิ?"

ข้อตกลงการใช้งาน (Terms of Use) ของ Spotify ระบุชัดเจนว่า บริการนี้สำหรับใช้งาน ส่วนบุคคล ไม่ใช่เพื่อการค้า เท่านั้น Apple Music, YouTube Music ก็เขียนแบบเดียวกัน

นี่ไม่ใช่เรื่องที่ Spotify หรือ YouTube ตั้งใจทำยาก — ข้อตกลงเขาเขียนไว้ตั้งแต่ตอนคุณกดสมัครว่าใช้งานแบบไหนได้บ้าง การใช้งานส่วนบุคคล = ฟังเพลงในรถ ในห้อง ในหู ส่วนการเปิดในร้านให้ลูกค้าฟัง = การใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ต้องการใบอนุญาตอีกแบบหนึ่ง ซึ่งบริการแบบ consumer ไม่ครอบคลุม

Spotify มีผลิตภัณฑ์ B2B แยกออกมาเรียกว่า Soundtrack Your Brand ซึ่งมีใบอนุญาตสำหรับใช้ในร้านค้า — แต่จำกัดเฉพาะสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ไม่ครอบคลุมไทย และทาง Soundtrack เองก็ระบุไว้ตรงๆ ในหน้าเว็บการอนุญาตในประเทศไทย

สรุปสำหรับธุรกิจในไทย:

  • Spotify / Apple Music / YouTube Music แบบส่วนบุคคล = ขัดทั้งข้อตกลงของแพลตฟอร์มและ พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์
  • Spotify Soundtrack Your Brand = ไม่ครอบคลุมไทย ใช้ไม่ได้

ทั้ง 2 ทางไม่ใช่คำตอบสำหรับร้านในประเทศไทย

*

ไม่ได้บอกว่า Spotify หรือ YouTube ผิด — ข้อตกลงเขาเขียนไว้ชัดเจนว่าครอบคลุมอะไร ไม่ครอบคลุมอะไร บัญชีส่วนบุคคล = ฟังส่วนบุคคล เปิดในร้านเชิงพาณิชย์ = ใบอนุญาตอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผลิตภัณฑ์แบบ consumer ไม่ครอบคลุม

ข้อยกเว้นที่ใช้ไม่ได้กับร้านค้า (มาตรา 36)

พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์มีข้อยกเว้นข้อหนึ่งสำหรับการแสดงต่อสาธารณชนที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ — มาตรา 36 ระบุว่า การแสดงงานนาฏกรรมหรือดนตรีกรรมที่ไม่ได้จัดเพื่อแสวงหากำไร ไม่มีการเก็บค่าใช้จ่าย ทั้งทางตรงและทางอ้อม และผู้แสดงไม่ได้รับค่าตอบแทน — โดยจัดทำโดยสมาคม มูลนิธิ หรือองค์กรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศล การศึกษา ศาสนา หรือสวัสดิการสังคม — ไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์

ภาษากฎหมายเขียนไว้แคบมาก คุ้มครองเช่น:

  • คณะนักร้องประสานเสียงโรงเรียนในงานโรงเรียน
  • วัดเปิดเพลงในงานพิธีกรรมทางศาสนา
  • มูลนิธิที่จดทะเบียนจัดงานการกุศลฟรี โดยผู้แสดงไม่ได้ค่าตัว

ไม่คุ้มครอง: ร้านกาแฟ ร้านอาหาร โรงแรม ยิม คลินิก ร้านค้าปลีก — ทั้งหมดนี้ดำเนินกิจการเพื่อแสวงหากำไรตามนิยามของกฎหมาย และตามมาตรา 29 การเปิดเพลงในที่เหล่านี้ก็คือ "ผลประโยชน์เชิงพาณิชย์"

มีคำพิพากษาฎีกาปี 2553 ครั้งหนึ่งที่ตัดสินว่าร้านอาหารอาจไม่ต้องรับโทษทางอาญาถ้าเพลงเป็นองค์ประกอบที่ไม่สำคัญ แต่หลังจากนั้น พ.ร.บ. ก็แก้ไขถึง 2 ครั้งใหญ่ๆ (ปี 2558 และ 2565) ภาษากฎหมายรัดกุมขึ้น และหน่วยงานเก็บค่าลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ไล่เก็บผ่านการเจรจาทางแพ่ง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเกณฑ์ทางอาญา — การจะอ้างคำพิพากษาฎีกาปี 2553 เป็นเกราะ ในทางปฏิบัติทำได้ยาก

บทลงโทษ — มาตรา 69, 70, 75

มาตรา 69 — การละเมิดโดยตรง (มาตรา 27, 28, 29)

มี 2 ระดับ ขึ้นกับว่ากระทำเพื่อการค้าหรือไม่:

ประเภทค่าปรับ (บาท)จำคุก
ละเมิดทั่วไป20,000 – 200,000
กระทำเพื่อการค้า100,000 – 800,0006 เดือน – 4 ปี (หรือทั้งจำทั้งปรับ)

ตัวบทเต็มของหมวด ๘ บทกำหนดโทษ (มาตรา ๖๙–๗๗) — สถาบันนิติธรรมาลัย

ร้านที่เปิดเพลงให้ลูกค้าที่จ่ายเงิน = "เพื่อการค้า" ตามนิยามนี้ ความเสี่ยงสูงสุดตามกฎหมาย: ปรับ 800,000 บาท + จำคุก 4 ปี

มาตรา 70 — การละเมิดโดยอ้อม (มาตรา 31)

ใช้กับคนที่รู้ว่าของเป็นของละเมิดแล้วยังเอาไปขายหรือแจกจ่ายต่อ — เกี่ยวกับร้านค้าและคนกลางมากกว่าร้านที่แค่เปิดเพลง แต่ก็ควรรู้ไว้:

ประเภทค่าปรับ (บาท)จำคุก
ทั่วไป10,000 – 100,000
เพื่อการค้า50,000 – 400,0003 เดือน – 2 ปี (หรือทั้งจำทั้งปรับ)

มาตรา 75 — การริบของกลาง

วัตถุที่ละเมิดที่อยู่ในความครอบครองของผู้กระทำผิดจะตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำผิด (ระบบเสียง คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่อลำโพง) สามารถถูกยึดได้ ในทางปฏิบัติเรื่องส่วนใหญ่จะตกลงกันก่อนถึงขั้นนี้ แต่กฎหมายเปิดทางไว้

หน่วยงานเก็บค่าลิขสิทธิ์ในไทย — ใครดูแลอะไร

ในไทยมีหลายองค์กร เพราะแต่ละองค์กรดูแลลิขสิทธิ์คนละกลุ่ม การได้ใบอนุญาตจากองค์กรเดียวจึงไม่ได้แปลว่าครอบคลุมทุกเพลงเสมอไป

MCT (Music Copyright Thailand)

ดูแลลิขสิทธิ์ งานดนตรีกรรม — เนื้อร้องและทำนอง เป็นตัวแทนของนักแต่งเพลงและนักแต่งเนื้อชาวไทย รวมถึงเพลงต่างประเทศที่มีข้อตกลงเชื่อมกับ CMO ต่างประเทศ

Phonorights

ดูแลลิขสิทธิ์ สิ่งบันทึกเสียง — มาสเตอร์ของค่ายเพลงและผู้บันทึก เป็นคู่หูของ MCT คนละชั้นลิขสิทธิ์

MPC (Music Performance Copyright)

ดูแลสิทธิ์การแสดงสำหรับบางคลังเพลง โดยเฉพาะเพลงสากล MPC เผยแพร่อัตราค่าลิขสิทธิ์มาตรฐานต่อปีไว้ในเว็บไซต์ — ดูตัวเลขจริงๆ ในส่วนถัดไป

GMM MPI

บริษัทในเครือ GMM Grammy ที่ดูแลคลังเพลงของ GMM ซึ่งเป็นค่ายเพลงที่ใหญ่ที่สุดในไทย เพลงป๊อปไทย ลูกทุ่ง และเพลงสากลที่ GMM เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายในไทย ส่วนใหญ่อยู่ที่นี่

IFPI Thailand

สาขาประเทศไทยของ International Federation of the Phonographic Industry ดูแลสิทธิ์เพลงของค่ายต่างประเทศใหญ่ๆ — Universal, Sony, Warner

TECA (Thai Entertainment Content Trade Association)

สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาของสมาชิกในวงการเพลง ภาพยนตร์ และสื่อ

ประเด็นจริงๆ คือ ขึ้นกับว่าร้านเปิดเพลงอะไร อาจมีหลายองค์กรที่มีสิทธิ์เรียกเก็บได้ ใบอนุญาตจาก MCT อย่างเดียวไม่ครอบคลุมสิ่งบันทึกเสียงที่อยู่ในมือสมาชิก IFPI ใบอนุญาตจาก Phonorights อย่างเดียวก็ไม่ครอบคลุมงานดนตรีกรรมที่ GMM MPI ดูแล นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจส่วนใหญ่เลือกใช้บริการเพลงเชิงพาณิชย์ที่จัดการเรื่องลิขสิทธิ์ทุกชั้นในที่เดียว

ของจริง — เวลามีคนมาตรวจ มันเป็นยังไง

หน่วยงานเก็บค่าลิขสิทธิ์ในไทยมี "นักบิน" หรือเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาคสนาม ที่เดินทางไปตามร้านต่างๆ เพื่อตรวจการมีใบอนุญาต กระบวนการตรวจสอบและเจรจามักเป็นแบบนี้:

  1. เข้าร้าน + บันทึกหลักฐาน — เจ้าหน้าที่เดินเข้าร้านเหมือนลูกค้าทั่วไป ฟังว่าเปิดเพลงอะไร บันทึกเป็นรูป เป็นเสียง พร้อมระบุเวลา
  2. เช็กทะเบียนพาณิชย์ — เจ้าหน้าที่ดึงทะเบียนพาณิชย์ของร้าน เพื่อดูว่าเปิดมานานเท่าไหร่
  3. คำนวณค่าลิขสิทธิ์ย้อนหลัง — เอาอัตราต่อปี × จำนวนปีที่เปิดโดยไม่มีใบอนุญาต ตัวอย่าง: ร้านอาหาร 60 ที่นั่ง เปิดมา 3 ปีโดยไม่มีใบอนุญาต ตามอัตรา MPC P02 (23,000 บาท/ปี สำหรับ 21–60 ที่นั่ง) = 3 × 23,000 = 69,000 บาท ของค่าลิขสิทธิ์ย้อนหลัง
  4. ข้อเสนอประนีประนอม — หน่วยงานเสนอจ่ายค่าลิขสิทธิ์ย้อนหลัง + ใบอนุญาตปีถัดไป แลกกับการไม่ดำเนินคดีตามมาตรา 69 ร้านส่วนใหญ่จะเลือกจ่ายเพื่อเลี่ยงคดีอาญา
  5. ปีถัดไปขึ้นทะเบียน — จากนั้นร้านจะอยู่ในฐานข้อมูลของหน่วยงาน ต้องต่อใบอนุญาตทุกปี

วิธีการแบบนี้เป็นมาตรฐานของ CMO ทั่วโลก ไทยไม่ใช่ประเทศที่ใช้แนวทางพิเศษ ที่ทำให้เจ้าของร้านในไทยเจ็บเยอะคือ — หลายคนไม่รู้ว่าระบบนี้มีอยู่ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่มายืนหน้าร้านแล้ว

ถนนร้านค้าในประเทศไทย

ตัวเลขจริง — อัตราค่าลิขสิทธิ์ของ MPC

นี่คืออัตรามาตรฐานที่ MPC เผยแพร่ในเว็บไซต์ของตัวเอง ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวอย่างของลำดับขนาด — ค่าใช้จ่ายจริงของร้านขึ้นกับว่าเพลงในร้านอยู่ภายใต้ CMO ใด และร้านอาจต้องมีใบอนุญาตจากหลายหน่วยงาน

ร้านอาหาร / คาเฟ่ — P02 (มีบริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งครอบคลุมร้านอาหารและคาเฟ่ส่วนใหญ่ในไทย):

ขนาดอัตราต่อปี (บาท)
1 – 20 ที่นั่ง18,000
21 – 60 ที่นั่ง23,000
61 – 100 ที่นั่ง30,000
101 – 200 ที่นั่ง45,000
201+ ที่นั่ง85,000

โรงแรม — H-series (ใบอนุญาตเหมา):

ระดับอัตราต่อปี (บาท)
4 ดาวขึ้นไป / 50+ ห้อง (ครอบคลุม lobby ทางเดิน สระ ยิม)25,000+
4 ดาวขึ้นไป / 100+ ห้อง (เต็มรูปแบบ)50,000+
รายห้องนอน (à la carte)300/ห้อง

ฟิตเนส / สปา — P10:

ขนาดอัตราต่อปี (บาท)
≤ 500 ตร.ม.15,000
501 – 1,000 ตร.ม.25,000
1,001+ ตร.ม.40,000

แหล่งข้อมูล: MPC Music — อัตราค่าลิขสิทธิ์ · MPC Music — โรงแรม

คำนวณจริง — เปิดผิดกฎหมายแพงกว่าเปิดถูกกฎหมายเท่าไหร่

เคสตัวอย่าง: ร้านอาหาร 60 ที่นั่ง เปิดมา 3 ปีโดยไม่มีใบอนุญาต แล้วได้รับจดหมายแจ้ง:

รายการบาท
ค่าลิขสิทธิ์ย้อนหลัง (3 ปี × 23,000)69,000
ใบอนุญาตปีที่ 423,000
รวมข้อเสนอประนีประนอม92,000
ถ้าฟ้องตามมาตรา 69 (เพดานสูงสุด)สูงสุด 800,000 + จำคุก 4 ปี
finetunes Standalone 1 ปี (399 บาท/เดือน × 12)4,788

ข้อเสนอประนีประนอมในจดหมายฉบับเดียว = ค่าใช้บริการ finetunes Standalone ประมาณ 19 ปี — และนี่คือแค่ CMO เดียว เพดานสูงสุดตามมาตรา 69 = ค่าใช้บริการประมาณ 165 ปี

ความไม่สมดุลนี่แหละคือประเด็น — เปิดถูกกฎหมายราคาถูก เปิดผิดกฎหมายแพงมาก

ทางเลือกที่ถูกกฎหมาย

มี 3 ทางจริงๆ เลือกแบบที่เข้ากับร้าน:

1. ขอใบอนุญาตตรงจากหน่วยงานเก็บค่าลิขสิทธิ์

ติดต่อ MCT, Phonorights และหน่วยงานอื่นๆ ที่ดูแลเพลงที่ร้านจะเปิด จ่ายอัตรามาตรฐานตามแต่ละหน่วยงาน

เหมาะกับ: ร้านที่มีคลังเพลงเฉพาะเจาะจง อยากจัดการเองได้ และไม่กลัวงานเอกสารต่อใบอนุญาตทุกปี

ข้อแลก: อาจต้องมีใบอนุญาตจากหลายหน่วยงาน ต่ออายุทุกปี และยังต้องจัดการ playlist + ระบบเปิดเพลงเอง — ใบอนุญาตให้สิทธิ์ ไม่ได้ให้เพลง

2. ใช้คลังเพลง royalty-free / production music

สมัครใช้คลังเพลงที่มีใบอนุญาตเชิงพาณิชย์ในตัว จ่ายครั้งเดียวหรือรายเดือน

เหมาะกับ: ร้านที่ภาพแบรนด์ไม่ต้องผูกกับเพลงที่ลูกค้าจดจำได้ และงบเป็นข้อจำกัดหลัก

ข้อแลก: คลังเพลงเล็กกว่า เพลงอาจฟังดู "stock" ลูกค้าอาจรู้สึกว่าต่างจากเพลงที่คุ้นหู

3. บริการ B2B Streaming ที่มีลิขสิทธิ์เชิงพาณิชย์

บริการ streaming ที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ — จัดการเรื่องลิขสิทธิ์ให้ในตัว มี playlist ที่ดูแลให้ตามประเภทธุรกิจ finetunes คือหนึ่งในนั้น

เหมาะกับ: ร้านที่อยากให้บัญชีเดียวจัดการทั้งเรื่องลิขสิทธิ์และเรื่องเพลง โดยไม่ต้องวุ่นกับเอกสาร CMO

ข้อแลก: เพลงที่เปิดได้คือคลังของบริการ ไม่ใช่ทุกเพลงที่เคยฟัง

สำหรับคาเฟ่ ร้านอาหาร โรงแรม ยิม สปา ส่วนใหญ่ ทางที่ 3 มักเป็นทางที่สะอาดที่สุด — ไม่ใช่แค่เพราะเรื่องลิขสิทธิ์ แต่เพราะระบบจัดเวลาเปิดเพลง playlist ที่ดูแลตามประเภทร้าน และคลังที่ดูแลให้ มีประโยชน์ของมันเองโดยไม่ต้องพูดถึงเรื่องลิขสิทธิ์ด้วยซ้ำ

ดูแพ็กเกจและราคาของ finetunes ได้เพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อย

"เปิดวิทยุให้ลูกค้าฟังในร้าน ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ด้วยเหรอ?" ใช่ ต้องจ่าย สถานีวิทยุมีใบอนุญาตของสถานี — แต่นั่นคือสิทธิ์ในการออกอากาศ ไม่ใช่สิทธิ์ในการเปิดต่อให้ลูกค้าในร้านฟัง มาตรา 4 ครอบคลุมการเปิดเสียงให้สาธารณชนฟังทุกแหล่ง

"เปิดทีวีในร้านล่ะ?" หลักการเดียวกัน สถานีทีวีจ่ายค่าออกอากาศของสถานี — ร้านเปิดทีวีให้ลูกค้าฟัง = สื่อสารต่อสาธารณชนอีกชั้นหนึ่ง

"ถ้าเปิดเพลงเบาๆ ลูกค้าได้ยินแค่บางๆ ผิดไหม?" ผิด พ.ร.บ. ไม่มีเกณฑ์ระดับเสียง ถ้าสาธารณชนได้ยิน = นับ

"ร้านไม่ได้เก็บค่าเข้า แค่เปิดเพลงประกอบบรรยากาศ ต้องจ่ายไหม?" ต้องจ่าย "ผลประโยชน์เชิงพาณิชย์" ตามมาตรา 29 กว้างกว่าค่าเข้า — รวมบรรยากาศที่ทำให้ลูกค้าอยู่นาน ลูกค้ากลับมา ทั้งหมดนับเป็นผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ที่สนับสนุนการประกอบธุรกิจ

"เปิดเพลงจาก TikTok หรือ Instagram ในร้านล่ะ?" สถานะเดียวกับ Spotify หรือ YouTube — ข้อตกลงของแพลตฟอร์มครอบคลุมการใช้งานส่วนบุคคลเท่านั้น ไม่ครอบคลุมการเปิดในร้านเชิงพาณิชย์

"ร้านเป็นกิจการเพื่อสังคม / social enterprise มาตรา 36 ใช้ได้ไหม?" มาตรา 36 เขียนไว้แคบมาก คุ้มครองเฉพาะ "สมาคม มูลนิธิ หรือองค์กรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการกุศล การศึกษา ศาสนา หรือสวัสดิการสังคม" และต้องไม่มีการเก็บค่าใช้จ่าย รวมถึงผู้แสดงไม่ได้ค่าตอบแทน คาเฟ่หรือร้านอาหารที่มีรายได้ — แม้จะเน้น mission — ส่วนใหญ่ไม่เข้าข่าย ถ้าไม่แน่ใจ ปรึกษาทนาย

"ซื้อเพลงจาก iTunes หรือซีดี เปิดในร้านได้ไหม?" การซื้อสำเนาให้สิทธิ์ในการฟังส่วนตัว ไม่ได้โอนสิทธิ์การสื่อสารต่อสาธารณชน มาตรา 27 และ 28 ยังครอบคลุมอยู่

สรุป

เพลงทำงานจริงในร้าน ไม่ใช่ตัวเติมเต็มความเงียบ — มันเปลี่ยนความรู้สึกของลูกค้า เปลี่ยนระยะเวลาที่ลูกค้าอยู่ในร้าน เปลี่ยนโอกาสที่ลูกค้าจะกลับมา ธุรกิจ hospitality ที่ดูแลเรื่องนี้จริงจังก็เพราะมันคุ้ม

เรื่องลิขสิทธิ์เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย เพื่อให้ทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์เขียนทางเดินไว้ชัดเจน — เปิดเพลงให้สาธารณชน ต้องได้รับอนุญาต โทษเขียนไว้สูงพอที่จะให้การปฏิบัติตามกฎหมายเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล CMO เก็บค่าลิขสิทธิ์เพราะเจ้าของสิทธิ์ที่เขาเป็นตัวแทนมีสิทธิ์ได้รับค่าตอบแทน ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ — เป็นมาตรฐานในประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง

สิ่งที่เป็นเฉพาะของไทยคือ ระบบตรวจสอบภาคสนามที่ active หน่วยงานเก็บค่าลิขสิทธิ์หลายแห่ง และข้อเท็จจริงที่ว่าจดหมายฉบับเดียวอาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายสะสมหลายปี — รู้ภาพรวมตั้งแต่แรกคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ร้านอยู่นอกระบบนี้

*

finetunes ออกแบบมาสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ — บัญชีเดียว ลิขสิทธิ์เชิงพาณิชย์ครอบคลุมการเปิดเพลงในร้านในไทย playlist ตามประเภทธุรกิจ และระบบจัดเวลาเปิดเพลงที่ปรับเองตามช่วงเวลา ไม่ต้องวุ่นกับเอกสาร CMO ไม่มีพื้นที่สีเทา เริ่มทดลองใช้ฟรีได้ที่ play.finetunes.app (opens in new window)

บทความที่เกี่ยวข้อง

พจนานุกรมลิขสิทธิ์เพลงฉบับเจ้าของธุรกิจ — ศัพท์ที่เจอบ่อย และที่คนเข้าใจผิดที่สุด

พจนานุกรมลิขสิทธิ์เพลงฉบับเจ้าของธุรกิจ — ศัพท์ที่เจอบ่อย และที่คนเข้าใจผิดที่สุด

รวมศัพท์ลิขสิทธิ์เพลงครบในที่เดียว — จาก 'เผยแพร่ต่อสาธารณชน' ถึง 'Royalty-Free' พร้อมคำแปลอังกฤษและคำอธิบายว่าคำไหนที่คนมักเข้าใจผิดจนเสียเงินเปล่า

ทำไมเพลงเดียวถึงมีเจ้าของหลายคน? 5 ลิขสิทธิ์ที่ซ่อนอยู่ในทุกเพลง

ทำไมเพลงเดียวถึงมีเจ้าของหลายคน? 5 ลิขสิทธิ์ที่ซ่อนอยู่ในทุกเพลง

เพลงหนึ่งเพลงมีลิขสิทธิ์อย่างน้อย 5 ประเภทที่ทำงานพร้อมกัน — แต่ละประเภทมีเจ้าของคนละคนและกฎคนละชุด ทำความเข้าใจสิทธิ์ในการทำซ้ำ สิทธิ์ประกอบภาพและเสียง สิทธิ์บริหารงานเพลง สิทธิ์เผยแพร่ต่อสาธารณชน และลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียง พร้อมคดีจริงและกฎหมายไทย

ทุกเพลงมีลิขสิทธิ์ — สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ก่อนเปิดเพลงในร้าน

ทุกเพลงมีลิขสิทธิ์ — สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ก่อนเปิดเพลงในร้าน

เพลงค่ายใหญ่ เพลงอินดี้ หรือเพลงที่สร้างด้วย AI — ทุกเพลงมีเจ้าของลิขสิทธิ์ ทำความเข้าใจสิทธิ์การเปิดเพลงในที่สาธารณะ และทำไมธุรกิจของคุณถึงต้องใส่ใจเรื่องนี้