
ค่าลิขสิทธิ์เพลงสำหรับร้านค้า 2569: เปรียบเทียบทุกทางเลือก
โดยทีมงาน finetunes
ตอบสั้น ๆ: ทางเลือกถูกกฎหมายสำหรับเปิดเพลงในร้านมี 5 ทาง ราคาต่างกันมาก — จ่ายค่ายตรง (GMM MPI เริ่ม 7,200 บาท/ปี แต่ครอบคลุมเฉพาะเพลง Grammy), องค์กรจัดเก็บ MCT/TECA, เพลง royalty-free (ราว 6,000–36,000 บาท/ปี), จ้าง music designer (หลักหมื่นถึงแสน), หรือบริการสตรีมมิงสำหรับธุรกิจ (finetunes 3,990 บาท/ปี รวมเพลง + playlist + ลิขสิทธิ์) จุดสำคัญคือทางเลือกส่วนใหญ่ให้แค่ "สิทธิ์" ไม่ได้ให้ "เพลง" — คุณยังต้องหาเพลงและจัดการ playlist เอง
เปิดร้านมาก็ต้องคิดเรื่องค่าใช้จ่ายร้อยแปด — ค่าเช่า ค่าพนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าไฟ แต่มีค่าใช้จ่ายอีกอย่างที่เจ้าของธุรกิจหลายคนลืมนึกถึง จนกว่าจะมีคนมาเคาะประตูร้าน
ค่าลิขสิทธิ์เพลง
ถ้าคุณเปิดเพลงในร้านโดยไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย คุณอาจเจอโทษปรับสูงถึง 800,000 บาท หรือจำคุกถึง 4 ปี ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ฟังดูน่ากลัว แต่ข่าวดีคือ — ทางเลือกที่ถูกกฎหมายมีหลายทาง และราคาก็ต่างกันมาก
วันนี้เรามาเปรียบเทียบทุกทางเลือกกันแบบชัดๆ ว่าแต่ละทางจ่ายเท่าไหร่ ได้อะไร และเหมาะกับธุรกิจแบบไหน
ทำไมต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลง?
ก่อนจะเข้าเรื่องราคา มาทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมต้องจ่าย
การเปิดเพลงในร้านถือเป็น "การสื่อสารต่อสาธารณชน" ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย ซึ่งต่างจากการฟังเพลงส่วนตัวที่บ้าน พอเปิดให้ลูกค้าในร้านฟัง ก็ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นนักแต่งเพลง นักร้อง หรือค่ายเพลง
ปัญหาคือ สิทธิ์ในเพลงแต่ละเพลงมีหลายชั้น — สิทธิ์ในงานดนตรีกรรม สิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียง สิทธิ์ของนักแสดง ถ้าจะทำให้ถูกต้องครบทุกสิทธิ์ มีหลายทางให้เลือก
ถ้าอยากเข้าใจรายละเอียดกฎหมายลิขสิทธิ์เพลงแบบเต็มๆ อ่านได้ที่ บทความกฎหมายลิขสิทธิ์เพลงสำหรับธุรกิจ

เปรียบเทียบทุกทางเลือก
1. จ่ายค่ายเพลงโดยตรง (GMM MPI)
GMM MPI (Grammy Music Publishing International) เป็นตัวแทนจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ของเพลงในเครือ GMM Grammy ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดเพลงไทยมากที่สุด
ค่าใช้จ่าย (อ้างอิง อัตราค่าลิขสิทธิ์ GMM MPI):
- SME ทั่วไป: 7,200 บาท/ปี ต่อสาขา
- ร้านอาหาร/ผับ/ฟู้ดคอร์ท Size S: 16,000 บาท/ปี
- ร้านอาหาร/ผับ/ฟู้ดคอร์ท Size M: 21,000 บาท/ปี
- ร้านอาหาร/ผับ/ฟู้ดคอร์ท Size L: 25,000 บาท/ปี
- ร้านอาหาร/ผับ/ฟู้ดคอร์ท Size XL: 37,000 บาท/ปี
- สถานที่มีเวทีแสดงสด: 22,000 - 67,000 บาท/ปี
ราคาขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ ประเภทธุรกิจ และจำนวนจุดที่เปิดเพลง ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดกับ GMM MPI โดยตรง
การจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ GMM MPI ครอบคลุมเฉพาะเพลงในเครือ Grammy เท่านั้น ถ้าเปิดเพลงจากค่ายอื่นด้วย (RS, Kamikaze, เพลงอินดี้, เพลงสากล) ต้องขออนุญาตและจ่ายแยกต่างหากกับเจ้าของสิทธิ์แต่ละราย
2. องค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ (MCT / TECA)
MCT (Music Copyright Thailand) และ TECA (Thai Entertainment Content Trade Association) เป็นองค์กรที่รวบรวมสิทธิ์จากศิลปินและค่ายเพลงหลายราย เพื่อให้การขออนุญาตง่ายขึ้น
ค่าใช้จ่าย:
- ค่าธรรมเนียมรายปี ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดธุรกิจ ต้องติดต่อสอบถามโดยตรง
ข้อดี: ครอบคลุมเพลงจากหลายค่ายในการจ่ายครั้งเดียว
ข้อจำกัด: ไม่ได้ครอบคลุมเพลงทุกเพลง ยังมีค่ายเพลงและศิลปินอิสระที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ที่สำคัญ — องค์กรเหล่านี้ให้แค่ "สิทธิ์" ไม่ได้ให้ "เพลง" คุณยังต้องหาเพลงมาเปิดเอง จัดการ playlist เอง และอัปเดตเพลงเอง ซึ่งต้องใช้เวลาและความพยายามเพิ่มเติม
3. เพลง Royalty-Free
เพลง royalty-free คือเพลงที่จ่ายครั้งเดียวแล้วใช้ได้ตลอด (หรือจ่ายสมาชิกรายเดือน) โดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเติม
ค่าใช้จ่าย:
- ซื้อเพลงเดี่ยว: 200 - 2,000 บาท/เพลง
- แพ็คเกจสมาชิก: 500 - 3,000 บาท/เดือน (แพลตฟอร์มอย่าง Artlist, Epidemic Sound)
ข้อดี: จ่ายครั้งเดียวหรือรายเดือน ราคาค่อนข้างถูก
"Royalty-free" ไม่ได้แปลว่า "ฟรี" — แปลว่า "ไม่ต้องจ่ายค่า royalty ซ้ำ" ต้องจ่ายค่าไลเซนส์ตอนซื้อ และต้องตรวจสอบเงื่อนไขให้ดีว่าครอบคลุมการใช้งานแบบ "public performance" ในร้านด้วยหรือไม่ หลายแพลตฟอร์มให้สิทธิ์เฉพาะการใช้ในวิดีโอหรือพอดแคสต์เท่านั้น
ข้อจำกัด: เพลงส่วนใหญ่ไม่ใช่เพลงที่คนรู้จัก อาจฟังดู "ไม่จริง" หรือซ้ำๆ เลือกเพลงเองทั้งหมด ไม่มีระบบ playlist อัตโนมัติ และต้องอ่านเงื่อนไขการใช้งานอย่างละเอียด
4. จ้างนักออกแบบเสียง / Music Designer
อีกทางเลือกคือจ้างบริษัทหรือฟรีแลนซ์ออกแบบ playlist และบรรยากาศเสียงให้ร้านคุณโดยเฉพาะ
ค่าใช้จ่าย:
- ฟรีแลนซ์: 5,000 - 30,000 บาท/ครั้ง (สร้าง playlist ชุดเดียว)
- บริษัทออกแบบเสียง: 10,000 - 100,000+ บาท/ปี (รวมการอัปเดต playlist)
ข้อดี: ได้ playlist ที่ออกแบบมาเฉพาะแบรนด์ของคุณ มีความเป็นมืออาชีพสูง
ข้อจำกัด: ราคาสูงมาก ยังต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงแยกต่างหาก (นักออกแบบให้ "การเลือกเพลง" ไม่ได้ให้ "สิทธิ์ในเพลง") และ playlist ไม่อัปเดตอัตโนมัติ
5. บริการสตรีมมิ่งเพลงลิขสิทธิ์สำหรับธุรกิจ
บริการแบบ B2B music streaming คือบริการที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับธุรกิจ รวมทั้งลิขสิทธิ์เพลง playlist ที่คัดสรรมาแล้ว และระบบจัดการเพลงในที่เดียว
ค่าใช้จ่าย:
- finetunes เริ่มต้น 399 บาท/เดือน (แพ็คเกจรายปี 3,990 บาท/ปี) — รวมลิขสิทธิ์ เพลง playlist และระบบจัดการครบในราคาเดียว
ข้อดี: ลิขสิทธิ์ครบถ้วนในค่าสมาชิก ไม่ต้องจ่ายแยก มี playlist สำเร็จรูปสำหรับธุรกิจแต่ละประเภท เปลี่ยนเพลงตามช่วงเวลาได้อัตโนมัติ อัปเดตเพลงใหม่ตลอด ไม่มีโฆษณา ต่างจากทางเลือกอื่นที่ให้แค่ "สิทธิ์" — บริการ B2B streaming ให้ครบทั้งสิทธิ์ เพลง playlist และระบบจัดการ ไม่ต้องเสียเวลาหาเพลง สร้าง playlist หรือจัดการลิขสิทธิ์หลายค่ายเอง
ข้อจำกัด: เป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน แต่เมื่อรวม "ต้นทุนทั้งหมด" (ค่าลิขสิทธิ์ + เวลาจัดการ + ค่าเพลง) แล้ว มักเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด
ตารางเปรียบเทียบแบบเห็นภาพ
สรุปเปรียบเทียบต้นทุนต่อปี
- GMM MPI — SME 7,200 บาท/ปี, ร้านอาหาร 16,000 - 37,000 บาท/ปี ครอบคลุมเฉพาะเพลง Grammy ไม่มี playlist ต้องหาเพลงเปิดเอง
- MCT/TECA — ต้องติดต่อสอบถามราคา ครอบคลุมหลายค่ายแต่ไม่ครบ ไม่มี playlist ต้องหาเพลงเปิดเอง
- Royalty-free — 6,000 - 36,000 บาท/ปี ต้องตรวจสอบเงื่อนไข public performance ต้องเลือกเพลงและจัดการ playlist เอง
- จ้าง Music Designer — 10,000 - 100,000+ บาท/ปี ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงแยก playlist ไม่อัปเดตอัตโนมัติ
- finetunes — 3,990 - 4,788 บาท/ปี ลิขสิทธิ์ครบถ้วน + playlist สำเร็จรูป + อัปเดตอัตโนมัติ รวมทุกอย่างในราคาเดียว
ราคาเป็นการประมาณ ควรตรวจสอบกับผู้ให้บริการโดยตรง อัตราค่าลิขสิทธิ์ GMM MPI อ้างอิงจาก gmm-mpi.com ทั้งนี้ GMM MPI ครอบคลุมเฉพาะเพลงในเครือ Grammy ถ้าเปิดเพลงจากค่ายอื่นด้วย ต้องจ่ายแยกเพิ่ม
ค่าใช้จ่ายแฝงที่ต้องระวัง
ราคาที่เห็นในตารางเป็นแค่ค่าใช้จ่ายตรงๆ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายคนไม่ทันนึกถึง
จ่ายค่ายเพลงโดยตรง: GMM MPI เริ่มต้นที่ 7,200 บาท/ปี (SME) หรือ 16,000 บาท/ปี (ร้านอาหาร Size S) แต่ครอบคลุมเฉพาะเพลงในเครือ Grammy ถ้าเปิดเพลงจากค่ายอื่นด้วย ต้องจ่ายทุกค่ายแยกกัน ค่าใช้จ่ายรวมอาจพุ่งขึ้นหลายเท่า แถมต้องเสียเวลาติดต่อและต่อสัญญากับหลายฝ่าย
องค์กรจัดเก็บ: ต้องหาเพลงมาเปิดเอง ซึ่งหมายถึงเวลาในการคัดเลือกเพลง สร้าง playlist และอัปเดตเป็นประจำ เวลาคือเงิน โดยเฉพาะสำหรับเจ้าของร้านที่ต้องดูแลทุกอย่าง
Royalty-free: หลายแพลตฟอร์มให้สิทธิ์เฉพาะการใช้ในสื่อ (วิดีโอ พอดแคสต์) ไม่ครอบคลุม public performance ในร้าน ถ้าใช้ผิดเงื่อนไข ก็ยังผิดกฎหมายอยู่ดี
จ้าง Music Designer: ค่าออกแบบเป็นค่าใช้จ่ายเริ่มต้นเท่านั้น ยังต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงที่ใช้แยก ทำให้ต้นทุนรวมสูงมาก
แบบไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ?
ร้านค้าเล็ก / ร้านกาแฟ / ร้านอาหารขนาดเล็ก: บริการสตรีมมิ่งสำหรับธุรกิจอย่าง finetunes เริ่มต้นที่ 3,990 บาท/ปี เทียบกับค่าลิขสิทธิ์ GMM MPI ที่เริ่มต้น 7,200 บาท/ปี (SME) หรือ 16,000 บาท/ปี (ร้านอาหาร Size S) โดย GMM MPI ให้แค่สิทธิ์เปิดเพลงในเครือ Grammy ส่วน finetunes ให้ทั้งเพลง playlist และลิขสิทธิ์ครบในราคาเดียว
ร้านอาหาร / คาเฟ่ขนาดกลาง: ธุรกิจขนาดกลางมักต้องการเพลงหลากหลายและเปลี่ยนบรรยากาศตามช่วงเวลา การจ่ายค่ายเพลงหลายรายจะยุ่งยากและแพง บริการสตรีมมิ่งที่มี playlist สำเร็จรูปและระบบ dayparting จะตอบโจทย์ที่สุด
โรงแรม / ฟิตเนส / สถานบันเทิง: ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีหลายโซนเสียง ต้องการโซลูชันที่จัดการทุกอย่างได้ครบในที่เดียว รวมถึงลิขสิทธิ์ที่ครอบคลุม playlist สำหรับแต่ละโซน และการจัดการหลายสาขา
ร้าน retail / แฟชั่น / อิเล็กทรอนิกส์: เพลงช่วยสร้างบรรยากาศและเพิ่มเวลาที่ลูกค้าอยู่ในร้าน (dwell time) ลงทุนกับเพลงที่เหมาะกับแบรนด์ จะคุ้มค่ากว่าเปิดเพลงมั่วๆ ที่อาจไม่ถูกกฎหมาย
ดูรายละเอียดว่า finetunes รองรับธุรกิจประเภทไหนบ้างได้ที่ ระบบทำงานอย่างไร และ แพ็คเกจราคา

ทำไม Spotify กับ YouTube ไม่ใช่ทางเลือก?
เราเข้าใจว่าหลายคนสงสัย — "ก็จ่าย Spotify Premium แล้วนี่ ทำไมเปิดในร้านไม่ได้?"
คำตอบง่ายๆ คือ Spotify, YouTube, Apple Music และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งส่วนตัวทุกเจ้า มีเงื่อนไขชัดเจนว่าให้ใช้ "personal, non-commercial use" เท่านั้น การเปิดในร้านถือว่าผิดข้อตกลง และผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยด้วย
Spotify เคยมีบริการสำหรับธุรกิจ (Soundtrack by Spotify) แต่ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว
อ่านรายละเอียดเปรียบเทียบ Spotify, YouTube กับบริการลิขสิทธิ์ได้ที่ บทความ Spotify vs YouTube vs บริการเพลงลิขสิทธิ์
การใช้ Spotify หรือ YouTube ในร้านไม่ใช่แค่ผิดเงื่อนไขแพลตฟอร์ม แต่ยังเสี่ยงโทษปรับสูงสุด 800,000 บาท และจำคุกสูงสุด 4 ปี ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 69 ทางที่ปลอดภัยคือใช้บริการที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ
สรุป: เลือกทางที่คุ้มค่าและถูกกฎหมาย
การจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้ารู้ทางเลือกและเข้าใจว่าแต่ละทางให้อะไร
สำหรับธุรกิจที่ต้องการความสะดวก ลิขสิทธิ์ครบถ้วน และ playlist ที่พร้อมใช้งานทันที บริการสตรีมมิ่งสำหรับธุรกิจอย่าง finetunes ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ — จ่ายรายเดือน ได้ทั้งเพลง ลิขสิทธิ์ และระบบจัดการ ไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นอีก
เพลงที่ถูกต้องไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของบรรยากาศที่ทำให้ลูกค้าจดจำร้านของคุณ
พร้อมเปิดเพลงอย่างถูกลิขสิทธิ์แล้ว? ลองใช้ finetunes ฟรี 14 วัน ที่ play.finetunes.app (opens in new window) ไม่ต้องใส่บัตรเครดิต ยกเลิกได้ทุกเมื่อ
บทความที่เกี่ยวข้อง

พจนานุกรมลิขสิทธิ์เพลงฉบับเจ้าของธุรกิจ — ศัพท์ที่เจอบ่อย และที่คนเข้าใจผิดที่สุด
รวมศัพท์ลิขสิทธิ์เพลงครบในที่เดียว — จาก 'เผยแพร่ต่อสาธารณชน' ถึง 'Royalty-Free' พร้อมคำแปลอังกฤษและคำอธิบายว่าคำไหนที่คนมักเข้าใจผิดจนเสียเงินเปล่า

เปิดร้านใหม่ 2569: Checklist เพลงและเสียงที่เจ้าของธุรกิจมือใหม่ต้องเตรียม
เปิดร้านใหม่ อย่าลืมเรื่องเสียงเพลง! Checklist ครบจบทุกเรื่อง ตั้งแต่ระบบเสียง ลิขสิทธิ์เพลง เลือกเพลงให้เข้ากับแบรนด์ ระดับเสียง ไปจนถึงเพลย์ลิสต์วันเปิดร้าน

เปิดเพลงในร้านอาหาร ผิดลิขสิทธิ์ไหม? ทุกเรื่องที่เจ้าของร้านต้องรู้
คู่มือฉบับสมบูรณ์ อ้างอิงตัวบทกฎหมายจริง — มาตราไหนคุมอะไร โทษเท่าไหร่ ใครมีสิทธิ์มาเก็บค่าลิขสิทธิ์ และทางเลือกที่ถูกกฎหมายสำหรับเจ้าของธุรกิจไทย

