
แจ๊สคือเพลงเปิดร้านที่ดีที่สุดจริงไหม
โดยทีมงาน finetunes
ตอบสั้น ๆ: Yes and No งาน meta-analysis ปี 2011 ที่รวมงานวิจัยเพลงพื้นหลังจำนวนมาก ได้ผลรวมเป็นศูนย์ ไม่ใช่เพราะเพลงไม่มีผล แต่เพราะผลบวกกับผลลบหักล้างกันตอนเอามาเฉลี่ย แยกดูแล้วเพลงพื้นหลังกวนการอ่าน กวนความจำนิดหน่อย แต่ช่วยเรื่องอารมณ์ ตัวตัดสินจึงไม่ใช่แนวเพลง คือความซับซ้อนของเพลงเทียบกับสิ่งที่คนฟังกำลังทำ และคำว่า "แจ๊ส" กินความตั้งแต่เพลงที่แทบไม่กินสมองเลย ไปจนถึงเพลงที่กินสมองหนักกว่าร็อกหนักๆ เสียอีก เลือกจากชื่อแนวก็เหมือนสั่งอาหารจากชื่อร้าน
ถามเจ้าของคาเฟ่สิบคนว่าควรเปิดเพลงอะไร คำตอบที่เจอบ่อยสุดคือแจ๊ส
ไม่ผิดนะ และไม่ได้ลอยมาจากไหนด้วย มันมาจากประสบการณ์จริงว่าร้านที่เปิดแจ๊สมักฟังดูดี ปัญหาอยู่ตรงที่สิ่งที่คนหมายถึงตอนพูดว่า "แจ๊ส" ในบริบทนี้ ไม่ใช่แจ๊สทั้งตระกูล แต่เป็นแจ๊สกลุ่มแคบๆ กลุ่มหนึ่ง บอสซาโนวา คูลแจ๊ส สมูทแจ๊ส
และคุณสมบัติที่ทำให้เพลงกลุ่มนั้นเวิร์ก ไม่ใช่ความเป็นแจ๊สของมันเลย
ผลรวมของงานวิจัยเพลงพื้นหลังคือศูนย์ และนั่นคือข่าวดี
ปี 2011 Juliane Kämpfe, Peter Sedlmeier และ Frank Renkewitz เอางานวิจัยเรื่องผลของเพลงพื้นหลังต่อผู้ใหญ่มาวิเคราะห์รวม ผลภาพรวมคือ ศูนย์
ฟังเหมือนข่าวร้ายสำหรับคนขายเพลงเพื่อธุรกิจใช่ไหม แต่คำอธิบายของผู้วิจัยเองคือ ศูนย์ตัวนี้เกิดจากผลบวกกับผลลบหักล้างกันตอนเฉลี่ยรวม พอแยกดูตามประเภทงานที่คนกำลังทำ ภาพชัดขึ้นทันที เพลงพื้นหลังกวนการอ่าน กวนความจำเล็กน้อย แต่ให้ผลบวกกับอารมณ์และผลงานด้านกีฬา
ทำไมถึงเป็นข่าวดี เพราะมันบอกว่าคำถาม "เพลงพื้นหลังดีหรือไม่ดี" เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ คำถามที่มีคำตอบคือ "เพลงแบบไหน กับคนที่กำลังทำอะไรอยู่"
แล้วลูกค้าในร้านคุณกำลังทำอะไร อ่านเมนู เลือกของบนชั้น คุยงานกับคนตรงข้าม หรือนั่งเหม่อรอเพื่อน สี่อย่างนี้ต้องการเพลงคนละแบบ
จุดพอดีอยู่ตรงกลาง ไม่ใช่ปลายสองข้าง
ทฤษฎีเก่าแก่สุดของเรื่องนี้คือเส้นโค้งรูปตัว U คว่ำของ Daniel Berlyne ความชอบไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรงตามความซับซ้อน เพลงง่ายเกินน่าเบื่อ เพลงซับซ้อนเกินฟังไม่ไหว จุดที่ชอบสุดอยู่ตรงกลาง
ปี 2017 Anthony Chmiel กับ Emery Schubert รื้องานวิจัย 57 ชิ้นมาดูว่าทฤษฎีนี้ยังยืนอยู่ไหม ผล 50 ชิ้น (87.7%) เข้ากันได้กับโมเดลตัว U คว่ำ แต่ผู้วิจัยแยกไว้ชัดว่ามีแค่ 15 ชิ้นที่หนุนทฤษฎีของ Berlyne ได้เต็มปาก อีก 35 ชิ้นเข้ากันได้แค่กับบางช่วงของเส้นโค้ง และเตือนเองด้วยว่าเกินครึ่ง (56.1%) วิเคราะห์แบบเส้นตรงอย่างเดียว ซึ่งอาจซ่อนเส้นโค้งไว้โดยไม่รู้ตัว
งานที่ใหม่และละเอียดกว่าคือของ Benjamin Gold กับทีมปี 2019 ให้ผู้ฟังให้คะแนนความชอบทำนองสังเคราะห์ทีละชิ้น โดยวัดความเซอร์ไพรส์กับความคลุมเครือของแต่ละทำนองด้วยโมเดลคอมพิวเตอร์ ผลออกมาเป็นเส้นตัว U คว่ำจริง คนชอบทำนองที่ซับซ้อนระดับกลางที่สุด ผู้วิจัยยังเห็นสัญญาณว่าในทำนองที่คาดเดายาก คนกลับเอนไปทางเซอร์ไพรส์ที่น้อยลง ไม่ใช่มากขึ้น แต่สัญญาณนี้ยังไม่ถึงระดับนัยสำคัญ (p = 0.06) และไม่ได้ทดสอบซ้ำในการทดลองที่สอง
แปลเป็นภาษาร้าน เพลงเปิดร้านที่ดีไม่ใช่เพลงที่ง่ายที่สุด คือเพลงในโซนที่สมองไม่ต้องออกแรงถอดรหัส แต่ก็ไม่ราบจนกลายเป็นเสียงแอร์
เนื้อร้องคือตัวแปรแรงสุดตัวเดียว และเราตัดสินมันผิดกันประจำ
ปี 2023 Alessandra Souza กับ Luís Carlos Leal Barbosa ทดลองกับนักศึกษาร้อยกว่าคน ให้ทำสี่งาน จำคำ จำภาพ อ่านจับใจความ คิดเลข ภายใต้สามเงื่อนไข เงียบ เพลงบรรเลง (lo-fi hip-hop) และเพลงมีเนื้อร้องภาษาโปรตุเกส
เทียบกับความเงียบ เพลงมีเนื้อร้องฉุดผลงานลงจริง
| งาน | ผลของเพลงมีเนื้อร้อง เทียบกับเงียบ |
|---|---|
| จำคำ | d = -0.32 |
| จำภาพ | d = -0.33 |
| อ่านจับใจความ | d = -0.19 ไม่ถึงเกณฑ์เชื่อถือได้ |
| คิดเลข | d = -0.11 ไม่ถึงเกณฑ์เชื่อถือได้ |
ผลที่ผ่านเกณฑ์ความเชื่อมั่นมีแค่สองงานแรก คือจำคำกับจำภาพ ส่วนอ่านจับใจความกับคิดเลข ทิศทางเป็นลบเหมือนกัน แต่หลักฐานยังไม่พอจะฟันธง ตัวเลขทั้งหมดมาจากตาราง 1 ของเปเปอร์ ซึ่งบทคัดย่อของเปเปอร์เองระบุตัวเลขของงานคิดเลขไว้ต่างออกไป
ส่วนเพลงบรรเลง ผลเล็กจนแยกจากความเงียบไม่ออกในทุกงาน
แต่ผลที่เจ็บสุดอยู่ท้ายเปเปอร์ ผู้เข้าร่วมรู้ตัวว่าเพลงมีเนื้อร้องรบกวน ซึ่งตรงกับผลจริงในสองงานแรก แต่เขาบอกว่ามันรบกวนทุกงาน รวมงานคิดเลขที่วัดแล้วไม่พบผล ส่วนเพลงบรรเลง พอทำเสร็จผู้เข้าร่วมกลับให้คะแนนว่ามันช่วย ทั้งที่ผลจริงบอกว่าแยกจากความเงียบไม่ออก
นี่คือเหตุผลว่าทำไมความรู้สึกของคุณเองว่า "เพลย์ลิสต์นี้โอเค" ถึงไม่ใช่หลักฐานที่ดีนัก คนเราตัดสินเรื่องนี้ผิดอย่างเป็นระบบ
ทำไม "เปิดแจ๊ส" ถึงไม่ใช่คำตอบ
กลับมาที่คำถามตั้งต้น ถ้าตัวแปรจริงคือความซับซ้อนกับความคาดเดาได้ คำว่า "แจ๊ส" บอกอะไรเราเกี่ยวกับสองตัวนี้บ้าง
แทบไม่บอกเลย
แจ๊สเป็นตระกูลที่กว้างมาก บอสซาโนวาจังหวะนิ่ง โน้ตห่าง ด้นสดน้อย ส่วนฟรีแจ๊สจงใจทุบความคาดเดาได้ทิ้งทุกอย่าง เป็นศิลปะชั้นยอด และเป็นเพลงพื้นหลังที่แย่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ สองอย่างนี้อยู่ใต้คำเดียวกัน
เพลย์ลิสต์ชื่อ "Jazz for Coffee Shop" อาจดีมากหรือแย่มากก็ได้ แล้วแต่ใครทำ ชื่อมันไม่ได้บอกอะไรคุณเลย
เกณฑ์ 6 ข้อ ใช้แทนชื่อแนวเพลงได้
เลิกถามว่าเพลงนี้แนวอะไร ถามหกข้อนี้แทน ใช้ได้ทุกแนว ไม่ใช่แค่แจ๊ส
- ความหนาแน่นของโน้ต หนึ่งวินาทีมีเหตุการณ์เสียงกี่ครั้ง ยิ่งถี่ สมองยิ่งต้องประมวลผลเยอะ
- จังหวะคาดเดาได้ไหม beat เดินนิ่ง หรือยืดหดตามอารมณ์คนเล่น
- ด้นสดเยอะไหม ท่อนที่นักดนตรีคิดสด คือท่อนที่หูคนฟังทายไม่ได้
- ความดังกว้างไหม เพลงที่ค่อยสลับดังจะโผล่เข้ามาในความสนใจเป็นระยะ
- มีเนื้อร้องไหม และถ้ามี ลูกค้าคุณฟังภาษานั้นออกไหม
- เสียงคมไหม เครื่องดนตรีเสียงนุ่มหรือเสียงคม เสียงคมสะกิดความสนใจแรงกว่าที่ความดังเท่ากัน
ย่อให้สั้นกว่านั้นอีก สามข้อแรกวัดว่า สมองต้องทำงานหนักแค่ไหน สามข้อหลังวัดว่า เพลงจะสะกิดความสนใจกี่ครั้ง
เชื่อได้แค่ไหน: เกณฑ์หกข้อนี้คือการแปลงงานวิจัยเรื่องความซับซ้อนกับความสนใจให้ใช้ในร้านได้ ไม่ใช่มาตรวัดที่ผ่านการตรวจสอบทางวิชาการ และ งานวิจัยที่เราอ้างในบทความนี้ ไม่มีชิ้นไหนจัดอันดับแนวย่อยของแจ๊สสำหรับพื้นที่ธุรกิจ งานที่อ้างทั้งหมดวัดความชอบหรือผลงานในงานทดลอง ไม่ได้วัดยอดขาย ส่วนงานเรื่องเนื้อร้องทำกับนักศึกษามหาวิทยาลัยเดียวผ่านออนไลน์ ผู้เข้าร่วมกว่า 90% เป็นผู้หญิง ทิศทางเชื่อได้ ขนาดผลในร้านจริงยังไม่มีใครวัด
แล้วแจ๊สแบบไหนที่คนหมายถึงตอนพูดว่าแจ๊ส
ตารางนี้เรียงตามเกณฑ์หกข้อข้างบน ไม่ใช่ผลงานวิจัย และทุกแนวย่อยมีเพลงที่หลุดตำแหน่งตัวเองได้เสมอ ใช้เป็นจุดตั้งต้น ไม่ใช่กฎ
| แนวย่อย | ภาระต่อสมอง | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| บอสซาโนวา | ต่ำ | จังหวะนิ่ง โน้ตห่าง เนื้อร้องส่วนใหญ่ลูกค้าไทยฟังไม่ออก |
| คูลแจ๊ส | ต่ำ | ความดังแคบ เสียงนุ่ม |
| สมูทแจ๊ส | ต่ำถึงกลาง | เดาง่าย แต่บางเพลงมีโซโล่โผล่เด่น |
| สวิง | กลาง | จังหวะชัดชวนขยับ อาจเป็นข้อดีในบางพื้นที่ |
| แจ๊สฟังก์ | กลางถึงสูง | โน้ตแน่น ความดังกว้าง |
| บีบ็อป | สูง | เร็ว โน้ตถี่ ด้นสดตลอดเพลง |
| ฟรีแจ๊ส | สูงมาก | ตั้งใจทุบความคาดเดาได้ทิ้ง |
เอาไปใช้กับร้านคุณ
แบ่งตามสิ่งที่ลูกค้ากำลังทำ ไม่ใช่ตามคอนเซ็ปต์ร้าน โซนที่คนอ่านเมนูหรือเลือกของ ใช้เพลงภาระต่ำ โซนที่นั่งแล้วสั่งเสร็จแล้ว รับเพลงมีสีสันขึ้นได้
ทดสอบด้วยงานจริง ไม่ใช่ด้วยความรู้สึก เปิดเพลย์ลิสต์แล้วทำงานที่ต้องใช้หัวไปด้วยยี่สิบนาที ถ้าต้องอ่านย่อหน้าเดิมซ้ำ นั่นคือข้อมูล และเชื่อถือได้กว่าความรู้สึกว่าเพราะไม่เพราะ เพราะงานของ Souza บอกแล้วว่าความรู้สึกเราหลอกเราเรื่องนี้
เนื้อร้องภาษาต่างประเทศไม่ใช่บัตรผ่านอัตโนมัติ มันลดการกวนเชิงความหมายได้จริง แต่เสียงร้องยังอยู่ย่านความถี่เดียวกับเสียงพูดอยู่ดี อ่านเพิ่มที่ตอนแรกเรื่องความถี่ที่ทับกัน
อย่าตัดสินจากชื่อเพลย์ลิสต์ ฟังจริงสิบนาที ให้คะแนนตามหกข้อ เร็วกว่าที่คิด และจับเพลย์ลิสต์ชื่อสวยไส้ไม่ตรงได้เกือบทุกอัน
สรุป
"เปิดแจ๊สสิ" เป็นคำแนะนำที่ให้ง่าย เพราะฟังเหมือนคำตอบ ทั้งที่จริงคือการเลื่อนคำถามออกไปอีกชั้น
คำถามจริงคือ เพลงนี้เรียกร้องอะไรจากสมองลูกค้า และร้านคุณอยากให้สมองนั้นไปอยู่ตรงไหน
ตอบได้เมื่อไหร่ แนวเพลงกลายเป็นเรื่องรองทันที คุณจะเจอเพลงที่ใช้ได้ในแนวที่ไม่คาดคิด และเจอแจ๊สหลายเพลงที่ไม่ควรเข้าใกล้ร้านคุณเลย
แหล่งอ้างอิง
- Kämpfe, J., Sedlmeier, P., and Renkewitz, F. (2011). The impact of background music on adult listeners: A meta-analysis. Psychology of Music, 39(4), 424–448. doi:10.1177/0305735610376261
- Chmiel, A., and Schubert, E. (2017). Back to the inverted-U for music preference: A review of the literature. Psychology of Music, 45(6), 886–909. doi:10.1177/0305735617697507
- Gold, B. P., Pearce, M. T., Mas-Herrero, E., Dagher, A., and Zatorre, R. J. (2019). Predictability and Uncertainty in the Pleasure of Music: A Reward for Learning? Journal of Neuroscience, 39(47), 9397–9409. doi:10.1523/JNEUROSCI.0428-19.2019
- Souza, A. S., and Barbosa, L. C. L. (2023). Should We Turn off the Music? Music with Lyrics Interferes with Cognitive Tasks. Journal of Cognition, 6(1), 24. doi:10.5334/joc.273
- Cheah, Y., Wong, H. K., Spitzer, M., and Coutinho, E. (2022). Background Music and Cognitive Task Performance: A Systematic Review of Task, Music, and Population Impact. Music & Science, 5. doi:10.1177/20592043221134392
- Jones, D. M., Madden, C., and Miles, C. (1992). Privileged access by irrelevant speech to short-term memory: The role of changing state. The Quarterly Journal of Experimental Psychology Section A, 44(4), 645–669. doi:10.1080/14640749208401304
บทความนี้เป็นตอนสุดท้ายของชุด sound science ตอนก่อนหน้า อย่าปล่อยให้ลูกค้ารอในความเงียบ เริ่มอ่านตั้งแต่ต้นชุดได้ที่ เพลงไม่ได้กลบเสียงคุย
คัดเพลงตามพฤติกรรมของเพลงแทนชื่อแนว คืองานที่ต้องฟังทีละเพลง finetunes ทำให้ พร้อมลิขสิทธิ์ถูกต้องสำหรับเปิดในร้าน ลองดูก่อนได้ (opens in new window)
บทความที่เกี่ยวข้อง

เพลงเปิดร้านที่ดี คือเพลงที่ไม่มีอะไรให้สมองหันไปมอง
ท่อนโซโล่ การเปลี่ยนคีย์ เบรกแล้วกระแทกเข้ามาใหม่ ทุกอย่างที่ทำให้เพลงหนึ่งเพลงน่าฟัง คือสิ่งเดียวกับที่ทำให้มันพังในฐานะเพลงเปิดร้าน เพราะหูที่ถูกดึงคือหูของลูกค้าที่กำลังอ่านเมนูอยู่พอดี

อย่าปล่อยให้ลูกค้ารอในความเงียบ
ใครๆ ก็บอกว่าเปิดเพลงแล้วเวลาผ่านเร็วขึ้น งานวิจัยเรื่องการรอบอกละเอียดกว่านั้น เพลงไม่ได้ย่อนาฬิกา แต่มันตัดสินว่าการรอครั้งนั้นทนได้หรือทนไม่ได้ ซึ่งเป็นคนละเรื่อง และสำคัญกว่า

เพลงกับระบบรางวัลในสมอง และเรื่องที่คนชอบพูดเกินหลักฐาน
ดนตรีกระตุ้นวงจรรางวัลในสมองจริง มีงานพิสูจน์ถึงระดับโดพามีนแล้ว แต่ประโยค 'เปิดเพลงคีย์ Major แล้วลูกค้าจะเปย์' ไม่มีอยู่ในงานวิจัยชิ้นไหนเลย เราขายเพลงเพื่อธุรกิจแท้ๆ แต่จะแยกให้ดูว่าตรงไหนจริง ตรงไหนแต่งเติม

