
ค่าลิขสิทธิ์เพลงสำหรับร้านค้า 2569: เปรียบเทียบทุกทางเลือก
เปิดร้านมาก็ต้องคิดเรื่องค่าใช้จ่ายร้อยแปด — ค่าเช่า ค่าพนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าไฟ แต่มีค่าใช้จ่ายอีกอย่างที่เจ้าของธุรกิจหลายคนลืมนึกถึง จนกว่าจะมีคนมาเคาะประตูร้าน
ค่าลิขสิทธิ์เพลง
ถ้าคุณเปิดเพลงในร้านโดยไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย คุณอาจเจอโทษปรับสูงถึง 800,000 บาท หรือจำคุกถึง 4 ปี ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ฟังดูน่ากลัว แต่ข่าวดีคือ — ทางเลือกที่ถูกกฎหมายมีหลายทาง และราคาก็ต่างกันมาก
วันนี้เรามาเปรียบเทียบทุกทางเลือกกันแบบชัดๆ ว่าแต่ละทางจ่ายเท่าไหร่ ได้อะไร และเหมาะกับธุรกิจแบบไหน
ทำไมต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลง?
ก่อนจะเข้าเรื่องราคา มาทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมต้องจ่าย
การเปิดเพลงในร้านถือเป็น "การสื่อสารต่อสาธารณชน" ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย ซึ่งต่างจากการฟังเพลงส่วนตัวที่บ้าน พอเปิดให้ลูกค้าในร้านฟัง ก็ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นนักแต่งเพลง นักร้อง หรือค่ายเพลง
ปัญหาคือ สิทธิ์ในเพลงแต่ละเพลงมีหลายชั้น — สิทธิ์ในงานดนตรีกรรม สิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียง สิทธิ์ของนักแสดง ถ้าจะทำให้ถูกต้องครบทุกสิทธิ์ มีหลายทางให้เลือก
ถ้าอยากเข้าใจรายละเอียดกฎหมายลิขสิทธิ์เพลงแบบเต็มๆ อ่านได้ที่ บทความกฎหมายลิขสิทธิ์เพลงสำหรับธุรกิจ

เปรียบเทียบทุกทางเลือก
1. จ่ายค่ายเพลงโดยตรง (GMM MPI)
GMM MPI (Grammy Music Publishing International) เป็นตัวแทนจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ของเพลงในเครือ GMM Grammy ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดเพลงไทยมากที่สุด
ค่าใช้จ่าย (อ้างอิง อัตราค่าลิขสิทธิ์ GMM MPI):
- SME ทั่วไป: 7,200 บาท/ปี ต่อสาขา
- ร้านอาหาร/ผับ/ฟู้ดคอร์ท Size S: 16,000 บาท/ปี
- ร้านอาหาร/ผับ/ฟู้ดคอร์ท Size M: 21,000 บาท/ปี
- ร้านอาหาร/ผับ/ฟู้ดคอร์ท Size L: 25,000 บาท/ปี
- ร้านอาหาร/ผับ/ฟู้ดคอร์ท Size XL: 37,000 บาท/ปี
- สถานที่มีเวทีแสดงสด: 22,000 - 67,000 บาท/ปี
ราคาขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ ประเภทธุรกิจ และจำนวนจุดที่เปิดเพลง ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดกับ GMM MPI โดยตรง
การจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ GMM MPI ครอบคลุมเฉพาะเพลงในเครือ Grammy เท่านั้น ถ้าเปิดเพลงจากค่ายอื่นด้วย (RS, Kamikaze, เพลงอินดี้, เพลงสากล) ต้องขออนุญาตและจ่ายแยกต่างหากกับเจ้าของสิทธิ์แต่ละราย
2. องค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ (MCT / TECA)
MCT (Music Copyright Thailand) และ TECA (Thai Entertainment Content Trade Association) เป็นองค์กรที่รวบรวมสิทธิ์จากศิลปินและค่ายเพลงหลายราย เพื่อให้การขออนุญาตง่ายขึ้น
ค่าใช้จ่าย:
- ค่าธรรมเนียมรายปี ขึ้นอยู่กับประเภทและขนาดธุรกิจ ต้องติดต่อสอบถามโดยตรง
ข้อดี: ครอบคลุมเพลงจากหลายค่ายในการจ่ายครั้งเดียว
ข้อจำกัด: ไม่ได้ครอบคลุมเพลงทุกเพลง ยังมีค่ายเพลงและศิลปินอิสระที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ที่สำคัญ — องค์กรเหล่านี้ให้แค่ "สิทธิ์" ไม่ได้ให้ "เพลง" คุณยังต้องหาเพลงมาเปิดเอง จัดการ playlist เอง และอัปเดตเพลงเอง ซึ่งต้องใช้เวลาและความพยายามเพิ่มเติม
3. เพลง Royalty-Free
เพลง royalty-free คือเพลงที่จ่ายครั้งเดียวแล้วใช้ได้ตลอด (หรือจ่ายสมาชิกรายเดือน) โดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเติม
ค่าใช้จ่าย:
- ซื้อเพลงเดี่ยว: 200 - 2,000 บาท/เพลง
- แพ็คเกจสมาชิก: 500 - 3,000 บาท/เดือน (แพลตฟอร์มอย่าง Artlist, Epidemic Sound)
ข้อดี: จ่ายครั้งเดียวหรือรายเดือน ราคาค่อนข้างถูก
"Royalty-free" ไม่ได้แปลว่า "ฟรี" — แปลว่า "ไม่ต้องจ่ายค่า royalty ซ้ำ" ต้องจ่ายค่าไลเซนส์ตอนซื้อ และต้องตรวจสอบเงื่อนไขให้ดีว่าครอบคลุมการใช้งานแบบ "public performance" ในร้านด้วยหรือไม่ หลายแพลตฟอร์มให้สิทธิ์เฉพาะการใช้ในวิดีโอหรือพอดแคสต์เท่านั้น
ข้อจำกัด: เพลงส่วนใหญ่ไม่ใช่เพลงที่คนรู้จัก อาจฟังดู "ไม่จริง" หรือซ้ำๆ เลือกเพลงเองทั้งหมด ไม่มีระบบ playlist อัตโนมัติ และต้องอ่านเงื่อนไขการใช้งานอย่างละเอียด
4. จ้างนักออกแบบเสียง / Music Designer
อีกทางเลือกคือจ้างบริษัทหรือฟรีแลนซ์ออกแบบ playlist และบรรยากาศเสียงให้ร้านคุณโดยเฉพาะ
ค่าใช้จ่าย:
- ฟรีแลนซ์: 5,000 - 30,000 บาท/ครั้ง (สร้าง playlist ชุดเดียว)
- บริษัทออกแบบเสียง: 10,000 - 100,000+ บาท/ปี (รวมการอัปเดต playlist)
ข้อดี: ได้ playlist ที่ออกแบบมาเฉพาะแบรนด์ของคุณ มีความเป็นมืออาชีพสูง
ข้อจำกัด: ราคาสูงมาก ยังต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงแยกต่างหาก (นักออกแบบให้ "การเลือกเพลง" ไม่ได้ให้ "สิทธิ์ในเพลง") และ playlist ไม่อัปเดตอัตโนมัติ
5. บริการสตรีมมิ่งเพลงลิขสิทธิ์สำหรับธุรกิจ
บริการแบบ B2B music streaming คือบริการที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับธุรกิจ รวมทั้งลิขสิทธิ์เพลง playlist ที่คัดสรรมาแล้ว และระบบจัดการเพลงในที่เดียว
ค่าใช้จ่าย:
- finetunes เริ่มต้น 399 บาท/เดือน (แพ็คเกจรายปี 3,990 บาท/ปี) — รวมลิขสิทธิ์ เพลง playlist และระบบจัดการครบในราคาเดียว
ข้อดี: ลิขสิทธิ์ครบถ้วนในค่าสมาชิก ไม่ต้องจ่ายแยก มี playlist สำเร็จรูปสำหรับธุรกิจแต่ละประเภท เปลี่ยนเพลงตามช่วงเวลาได้อัตโนมัติ อัปเดตเพลงใหม่ตลอด ไม่มีโฆษณา ต่างจากทางเลือกอื่นที่ให้แค่ "สิทธิ์" — บริการ B2B streaming ให้ครบทั้งสิทธิ์ เพลง playlist และระบบจัดการ ไม่ต้องเสียเวลาหาเพลง สร้าง playlist หรือจัดการลิขสิทธิ์หลายค่ายเอง
ข้อจำกัด: เป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน แต่เมื่อรวม "ต้นทุนทั้งหมด" (ค่าลิขสิทธิ์ + เวลาจัดการ + ค่าเพลง) แล้ว มักเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด
ตารางเปรียบเทียบแบบเห็นภาพ
สรุปเปรียบเทียบต้นทุนต่อปี
- GMM MPI — SME 7,200 บาท/ปี, ร้านอาหาร 16,000 - 37,000 บาท/ปี ครอบคลุมเฉพาะเพลง Grammy ไม่มี playlist ต้องหาเพลงเปิดเอง
- MCT/TECA — ต้องติดต่อสอบถามราคา ครอบคลุมหลายค่ายแต่ไม่ครบ ไม่มี playlist ต้องหาเพลงเปิดเอง
- Royalty-free — 6,000 - 36,000 บาท/ปี ต้องตรวจสอบเงื่อนไข public performance ต้องเลือกเพลงและจัดการ playlist เอง
- จ้าง Music Designer — 10,000 - 100,000+ บาท/ปี ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงแยก playlist ไม่อัปเดตอัตโนมัติ
- finetunes — 3,990 - 4,788 บาท/ปี ลิขสิทธิ์ครบถ้วน + playlist สำเร็จรูป + อัปเดตอัตโนมัติ รวมทุกอย่างในราคาเดียว
ราคาเป็นการประมาณ ควรตรวจสอบกับผู้ให้บริการโดยตรง อัตราค่าลิขสิทธิ์ GMM MPI อ้างอิงจาก gmm-mpi.com ทั้งนี้ GMM MPI ครอบคลุมเฉพาะเพลงในเครือ Grammy ถ้าเปิดเพลงจากค่ายอื่นด้วย ต้องจ่ายแยกเพิ่ม
ค่าใช้จ่ายแฝงที่ต้องระวัง
ราคาที่เห็นในตารางเป็นแค่ค่าใช้จ่ายตรงๆ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายคนไม่ทันนึกถึง
จ่ายค่ายเพลงโดยตรง: GMM MPI เริ่มต้นที่ 7,200 บาท/ปี (SME) หรือ 16,000 บาท/ปี (ร้านอาหาร Size S) แต่ครอบคลุมเฉพาะเพลงในเครือ Grammy ถ้าเปิดเพลงจากค่ายอื่นด้วย ต้องจ่ายทุกค่ายแยกกัน ค่าใช้จ่ายรวมอาจพุ่งขึ้นหลายเท่า แถมต้องเสียเวลาติดต่อและต่อสัญญากับหลายฝ่าย
องค์กรจัดเก็บ: ต้องหาเพลงมาเปิดเอง ซึ่งหมายถึงเวลาในการคัดเลือกเพลง สร้าง playlist และอัปเดตเป็นประจำ เวลาคือเงิน โดยเฉพาะสำหรับเจ้าของร้านที่ต้องดูแลทุกอย่าง
Royalty-free: หลายแพลตฟอร์มให้สิทธิ์เฉพาะการใช้ในสื่อ (วิดีโอ พอดแคสต์) ไม่ครอบคลุม public performance ในร้าน ถ้าใช้ผิดเงื่อนไข ก็ยังผิดกฎหมายอยู่ดี
จ้าง Music Designer: ค่าออกแบบเป็นค่าใช้จ่ายเริ่มต้นเท่านั้น ยังต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงที่ใช้แยก ทำให้ต้นทุนรวมสูงมาก
แบบไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ?
ร้านค้าเล็ก / ร้านกาแฟ / ร้านอาหารขนาดเล็ก: บริการสตรีมมิ่งสำหรับธุรกิจอย่าง finetunes เริ่มต้นที่ 3,990 บาท/ปี เทียบกับค่าลิขสิทธิ์ GMM MPI ที่เริ่มต้น 7,200 บาท/ปี (SME) หรือ 16,000 บาท/ปี (ร้านอาหาร Size S) โดย GMM MPI ให้แค่สิทธิ์เปิดเพลงในเครือ Grammy ส่วน finetunes ให้ทั้งเพลง playlist และลิขสิทธิ์ครบในราคาเดียว
ร้านอาหาร / คาเฟ่ขนาดกลาง: ธุรกิจขนาดกลางมักต้องการเพลงหลากหลายและเปลี่ยนบรรยากาศตามช่วงเวลา การจ่ายค่ายเพลงหลายรายจะยุ่งยากและแพง บริการสตรีมมิ่งที่มี playlist สำเร็จรูปและระบบ dayparting จะตอบโจทย์ที่สุด
โรงแรม / ฟิตเนส / สถานบันเทิง: ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีหลายโซนเสียง ต้องการโซลูชันที่จัดการทุกอย่างได้ครบในที่เดียว รวมถึงลิขสิทธิ์ที่ครอบคลุม playlist สำหรับแต่ละโซน และการจัดการหลายสาขา
ร้าน retail / แฟชั่น / อิเล็กทรอนิกส์: เพลงช่วยสร้างบรรยากาศและเพิ่มเวลาที่ลูกค้าอยู่ในร้าน (dwell time) ลงทุนกับเพลงที่เหมาะกับแบรนด์ จะคุ้มค่ากว่าเปิดเพลงมั่วๆ ที่อาจไม่ถูกกฎหมาย
ดูรายละเอียดว่า finetunes รองรับธุรกิจประเภทไหนบ้างได้ที่ ระบบทำงานอย่างไร และ แพ็คเกจราคา

ทำไม Spotify กับ YouTube ไม่ใช่ทางเลือก?
เราเข้าใจว่าหลายคนสงสัย — "ก็จ่าย Spotify Premium แล้วนี่ ทำไมเปิดในร้านไม่ได้?"
คำตอบง่ายๆ คือ Spotify, YouTube, Apple Music และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งส่วนตัวทุกเจ้า มีเงื่อนไขชัดเจนว่าให้ใช้ "personal, non-commercial use" เท่านั้น การเปิดในร้านถือว่าผิดข้อตกลง และผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยด้วย
Spotify เคยมีบริการสำหรับธุรกิจ (Soundtrack by Spotify) แต่ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว
อ่านรายละเอียดเปรียบเทียบ Spotify, YouTube กับบริการลิขสิทธิ์ได้ที่ บทความ Spotify vs YouTube vs บริการเพลงลิขสิทธิ์
การใช้ Spotify หรือ YouTube ในร้านไม่ใช่แค่ผิดเงื่อนไขแพลตฟอร์ม แต่ยังเสี่ยงโทษปรับสูงสุด 400,000 บาท ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ทางที่ปลอดภัยคือใช้บริการที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ
สรุป: เลือกทางที่คุ้มค่าและถูกกฎหมาย
การจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้ารู้ทางเลือกและเข้าใจว่าแต่ละทางให้อะไร
สำหรับธุรกิจที่ต้องการความสะดวก ลิขสิทธิ์ครบถ้วน และ playlist ที่พร้อมใช้งานทันที บริการสตรีมมิ่งสำหรับธุรกิจอย่าง finetunes ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ — จ่ายรายเดือน ได้ทั้งเพลง ลิขสิทธิ์ และระบบจัดการ ไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นอีก
เพลงที่ถูกต้องไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของบรรยากาศที่ทำให้ลูกค้าจดจำร้านของคุณ
พร้อมเปิดเพลงอย่างถูกลิขสิทธิ์แล้ว? ลองใช้ finetunes ฟรี 14 วัน ที่ play.finetunes.app (opens in new window) ไม่ต้องใส่บัตรเครดิต ยกเลิกได้ทุกเมื่อ
บทความที่เกี่ยวข้อง

Subliminal Message ในเพลง: เรื่องจริงหรือแค่ทฤษฎีสมคบคิด?
เคยได้ยินเรื่องข้อความซ่อนปีศาจในเพลงร็อคไหม? วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง แต่เพลงมีอิทธิพลต่อสมองคุณจริงๆ — แค่ไม่ใช่แบบที่คิด

เพลงเปิดร้านบุฟเฟ่ต์: ควรให้ลูกค้ากินเร็วหรือกินช้าดี?
เปิดเพลงจังหวะเร็วให้ลูกค้ากินเร็วขึ้น หมุนโต๊ะได้มากขึ้น? หรือเปิดเพลงช้าๆ ให้ลูกค้ารู้สึกดี สั่งเครื่องดื่มเพิ่ม? บทความนี้ไม่มีคำตอบตายตัว แต่จะพาคุณคิดให้ครบทุกมุม

เพลงฮิตเปิดร้านได้ — แต่อย่าเปิดเพราะ "คิดไม่ออก"
เพลงติดชาร์ตไม่ได้ผิด แต่ถ้าเปิดเพราะเป็นตัวเลือกแรกที่นึกออกโดยไม่ได้คิดว่าเหมาะกับร้านจริงไหม คุณอาจกำลังพลาดโอกาสสร้างบรรยากาศที่ดีกว่านี้ได้

